คำอุปมาเรื่องเจ้าของสวน

คนงานที่พระเจ้าพอพระทัย

ประจำวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2013
เทศนาโดย : อ. โอฬาร ศักดิ์เจริญพันธ์
คริสคจักรเลิศพระคุณ (Excellent Grace Church)
     มัทธิว [20:1-16] “ด้วยแผ่นดินสวรรค์อุปมาเหมือน เจ้าของสวนคนหนึ่ง ออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่เวลาเช้าตรู่ ครั้นตกลงกับลูกจ้างวันละเดนาริอันแล้ว จึงใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น พอเวลาประมาณสามโมงเช้า เจ้าของสวนก็ออกไปอีก เห็นคนอื่นยืนอยู่เปล่าๆกลางตลาด จึงพูดกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด เราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควร” แล้วเขาก็พากันไป พอเวลาเที่ยงวัน และเวลาบ่ายสามโมง เจ้าของสวนก็ออกไปอีก ทำเหมือนก่อน ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่ง พบอีกพวกหนึ่งยืนอยู่จึงพูดกับเขาว่า “พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม” เขาตอบว่า “เพราะไม่มีใครจ้างพวกข้าพเจ้า” เจ้าของสวนบอกว่า “ท่านทั้งหลาย จงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด” ครั้นถึงเวลาพลบค่ำเจ้าของสวนจึงสั่งเจ้าพนักงานว่า “จงเรียกคนทำงานมา และให้ค่าจ้างแก่เขา ตั้งแต่คนมาทำงานสุดท้าย จนถึงคนที่มาแรก” คนที่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้น ได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน ส่วนคนที่มาแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็บ่นต่อว่าเจ้าของสวน ว่า “พวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียว และท่านได้ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากันกับ พวกเราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน” ฝ่ายเจ้าของสวนก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้นว่า “สหายเอ๋ย เรามิได้โกงท่านเลย ท่านได้ตกลงกันแล้ววันละหนึ่งเดนาริอันมิใช่หรือ รับค่าจ้างของท่านไปเถิด เราพอใจจะให้คนที่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากันกับท่าน เราจะใช้เงินทองของเราตามใจของเราเองไม่ได้หรือ ทำไมท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี” อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้นและคนที่เป็นคนต้นจะกลับเป็นคนสุดท้าย”
เกริ่นนำ
     มีคนในโลกได้เปรียบเปรยคุณค่าของคนเอาไว้ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” แต่ในสังคมปัจจุบัน ได้มีคำพูดเปรียบเปรยล้อเลียนคำๆนี้เหมือนกันว่า “ค่าของคน อยู่ที่เป็นคนของใคร” ในสังคมโลกนั้นอาจจะเปรียบเทียบให้เห็นถึงความลำเอียงของเจ้านายที่ได้ใช้ อำนาจในการเลือกปฎิบัติต่อลูกน้องที่ตัวเองพอใจ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลงานที่คนๆนั้นกระทำ แต่ดูเหมือนว่าคำอุปมาของพระเยซูคริสต์ได้ถือท้ายคนแบบนี้เอาไว้ ด้วยการเลือกจ่ายเงินตามใจของตน คำอุปมาของเจ้าของสวนนั้นถ้าอ่านเพียงผิวเผินจะพบว่าเกิดการลำเอียงในการ จ่ายค่าแรง คนที่มาทำงานตอนเช้า ทำงานครบ8ชั่วโมง กลับได้รับค่าแรงเท่ากับคนที่มาตอนเย็นที่ทำงานเพียงชั่วโมงเดียว และเมื่อคนงานที่ทำงานตอนเช้าถามถึงค่าจ้าง เจ้าของสวนกลับตอบแบบไม่ใยดีต่อผลงานที่พวกเขาได้ทำทั้งวัน
นี่เงินของใคร?
     ประเด็นแรกที่เราควรต้องพิจารณากันถึงการให้ค่าแรงที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม นี้ พระเยซูชี้ให้เราเห็นถึงความเป็นเจ้าของ ทั้งเงินตราและสวนองุ่น ข้อตกลงที่ให้กับคนงานนั้นชัดเจนว่า 1 วันต่อ 1 เดนาริอัน นั้นชัดเจน ดังนั้นเมื่อเกิดความไม่ยุติธรรมในเรื่องค่าแรงที่เจ้าของสวนจ่าย เราจึงต้องพิจารณาถึงส่วนอื่นประกอบเพื่อหาข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ให้ได้ เราไม่อาจสรุปได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรม และพระองค์จะไม่ทำสิ่งที่ขัดแย้งต่อพระลักษณะของพระองค์ ดังนั้นอะไรคือความยุติธรรมของพระองค์  ค่าแรงที่เรามองเห็น? หรือว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ทำความเข้าใจกับนิสัยของเจ้าของสวน
     เจ้าของสวนคนนี้เป็นคนร่ำรวย มีทุกสิ่งทุกอย่างเพียบพร้อม แต่เขาเองยังมีปรารถนาที่จะแจกจ่ายสิ่งที่เขามีให้กับคนอื่น แม้ว่าเขาจออกไปที่ตลาดเพื่อเสาะหาคนงานมาทำงาน แต่เขาออกไปถึง 5 รอบ (เช้าตรู่ สามโมงเช้า เที่ยง บ่ายสาม และห้าโมงเย็น) เขาออกไปทำไมบ่อยครั้ง เขาคิดไว้ในใจอยู่แล้วว่าเขาต้องจ่ายเงินค่าแรงให้ักับคนงานเ่ท่ากันทุกรอบ และเขาก็ทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้สนใจผลผลิตจากการทำงานด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่หาข้ออ้างบางอย่างเพื่อได้ใช้เงินทองของเขา ดูเขาเป็นคนมั่งมีซะเหลือเกิน แต่เขาก็ไม่ให้เงินใครโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ดังนั้น ค่าจ้างของการทำงานสวนองุ่นจึงไม่ได้เท่ากับการทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน แต่ค่าแรงที่ออกมานั้นมันคือความคุณลักษณะของเจ้าของสวนที่ลูกจ้างจำเป็น ต้องรู้
     คริสเตียนเมื่อเริ่มต้นรับใช้พระเจ้า บ่อยครั้งที่คริสเตียนรับใช้พระเจ้าเพราะเขาจำเป็นต้องทำ เป็นนโยบายของคริสตจักร เป็นคำหนุนใจของพี่เลี้ยง พี่น้องทุกคนรับใช้พระเจ้า แล้วเราล่ะจะไม่รับใช้พระองค์หรือ? แต่น่าเสียดายที่คริสเตียนจำนวนมากทำงานเหน็ดเหนื่อยแต่กลับได้ผลตอบแทนที่ ดูเหมือนว่าน้อยกว่าคนที่มาทีหลัง เชื่อพระเจ้าซัก30ปี แต่กลับไม่ได้รับการอวยพรเท่ากับคนที่เชื่อพระเจ้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ บริบทของคำอุปมาพอจะบอกถึงสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือสวนของเจ้าของสวน และส่วนของคนงาน
ส่วนของเจ้าของสวน
     1. มีค่าจ้าง เมื่อทำงานก็ต้องได้รับเงินค่าจ้าง นี่คือสิ่งที่แน่นอนที่ผู้ว่าจ้างต้องกระทำเมื่อคนงานทำงานให้สำเร็จตามข้อ ตกลง ในพระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้พูดถึงแหล่งเงินแหล่งอื่น หรืออาชีพอื่นที่คนเหล่านี้กระทำได้ เมื่อไม่มีคนจ้าง พวกเขาก็ไม่มีงานทำและไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับตัวเขาเองและครอบครัว แผ่นดินสวรรค์จำเป็นสำหรับเรา นี่คือค่าจ้างที่มีเพียงพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่มีไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้า 30 ปี หรือ 1 นาที ก็เพียงพอสำหรับค่าแรงในครั้งนี้ นั่นคือจ่ายให้เราเท่ากันทุกคน
     2. มีใจเมตตา ใจเมตตาก่อให้เกิดการให้ การเรียกคนงานมาทำงานทั้งๆที่รู้ว่าแม้เขาจะทำงานเพียงชั่วโมงเดียวก็ต้อง จ่ายเงินให้เท่ากับคนที่ทำงานทั้งวัน ประเด็นของเรื่องนี้อยู่ที่ “1 เดนาริอัน” เพราะ1เดนาริอันมีค่ามากพอที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ถ้าต่ำกว่านั้นจะไม่สามารถทำอะไรได้ หรือทำได้ยาก การรับใช้พระเจ้านั้นเราจะได้รับผลตอบแทนจากพระองค์เพียงพอกับชีวิตของเรา สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้มีหลายเรื่องในพระคัมภีร์ เช่น
     – คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ มัทธิว [6:11] ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้ ที่สอนให้เราเพียงขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหารประจำวัน ไม่ได้ให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับมื้อต่อไป ความพอดีเกิดขึ้นเมื่อเราได้ขอบพระคุณ นี่คือสันติสุขที่แท้จริงของผู่ที่ไดรับ
     – มานาประจำวันของชาวอิสราเอล พระเจ้าให้เขาเพียงแค่เก็บให้พอดีสำบการทาน 1 วันเท่านั้น ถ้ามากกว่านี้มันจะเน่าไป
     3. มองคุณค่าที่ตัวบุคคล มิใช่สิ่งที่ทำ ในโลกนี้เรามีเวลาในการรับใช้พระเจ้าได้ไม่เท่ากัน บางคนไม่มีเวลาเลยด้วยซ้ำ เช่น โจนบนไม้กางเขนที่ไม่สามารถแม้แต่รับใช้สิ่งใดพระองค์ได้ แต่พระองค์ทรงมองและเห็นถึงคุณค่าในจิตใจของเขา แน่นอนที่เจ้าของสวนคนนี้มองเห็นคุณค่าที่อยู่ในตัวคนงานเหล่านั้น เขาพูดออกมาว่า “พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม” เขาได้หยิบยื่นคุณค่าของชีวิตให้กบคนงาน สิ่งที่เจ้าของสวนหยิบยื่นให้ไม่ใช่เพียงแค่เงินทอง เงินทองอาจเป็นเพียงแค่รางวัลสำหรับการเห็นคุณค่าชีวิตของพวกเขา คำนี้ย้ำชัด ถ้าเราใส่อารมณ์เข้าไปในคำพูดของเจ้าของสวนองุ่น เราจะพบคุณค่าที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนมองเห็นคุณค่าเรา
     – ไม่มีใครซักคนไม่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเรียกเราทุกคน ตามเวลาที่เหมาะสมของเรา นี่ไม่ใช่เรื่องของค่าจ้าง แต่คือคุณค่าที่คนหนึ่งมองเห็นในตัวของอีกคนหนึ่ง
ส่วนของคนงาน
     1. รู้ความจำเป็นของตัวเอง คนตกงานจะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่าเขาจะไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย เขาอาจจะต้องขอหยิบขอยืมคนอื่น แต่พระเจ้าให้เรามีสิ่งที่ยู่ในตัวเองเท่าๆกัน สำหรับเรื่องนี้มันคือแรงงานที่อยู่ตัวของลูกจ้าง เรามีสิ่งนี้เท่ากัน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าสอนให้่เราใช้เมื่อยามเรามีความจำเป็น จงลงแรง ไม่ใช่หยิบยืมใคร
     – แรงงาน คือสิ่งสุดท้ายที่พระเจ้ามอบให้กับเราเมื่อเราตกอับ เรายังคงเหลือแรงกายของเราสำหรับการสร้างสิ่งที่จำเป็นใหม่ขึ้นมา คนในโลกนี้อาจไม่ชินกับเรื่องนี้มากนัก เมื่อถึงคราวตกอับในชีวิต เขาเลือกเอาวิธีอื่นที่เป็นทางออกมากกว่าที่จะลงแรงของตัวเองในการทำอะไรซัก อย่างหนึ่ง คนที่ตกงานบางคนอยากจะค้าขาย แต่ไม่มีเงินทุน เลยไปขอหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อลงทุน นี่เป็นทางเลือกที่ผิด เมื่อไม่มีเงินทุนก็ไม่ควรทำให้คนอื่นต้องลำบากเพราะเรา เราควรจะเอาแรงงานของเราไปแลกเอาเงินทุนนั้นมา และเมื่อได้เงินทุนจากการทำงานแล้ว พระเจ้าจะอวยพรเราจากสิ่งที่เราได้มาอย่างถูกต้อง โลกนี้อาจเปิดโอกาสให้เราได้กู้เงินอย่างง่ายดาย นี่เป็นอีกบ่วงแร้วหนึ่งที่มนุษย์เราตกหลุมพรางนี้ ทำให้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผูกมัดชีวิตไปตลอด
     – เลือกเอาสิ่งที่จำเป็นในชีวิต เงิน1เดนาริอัน อาจซื้ออาหารที่เพียงพอสำหรับเขาและครอบครัว อาจจะยังไม่พอสำหรับการจับจ่ายใช้สอยที่ฟุ่มเฟือย นี่คือก้าวแรกของคนที่ต้องการจะพบการอวยพรจากพระเจ้าในการเงิน ถ้าวันนี้ยังเลือกสิ่งที่จำเป็นและพอเพียงในชีวิตไม่ได้ เขาจะไม่สามารถรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้ ทิ้งนิสัยของความโลภอยากได้ออกไปจากชีวิต เพื่อให้พระเจ้าเปิดประตูเทพระพรมาสู่ชีวิตของเรา รู้จักขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่มีอยู่ ค่าแรง1เดนาริอันคือ “พระคุณ”  มิใช่ “ค่าจ้าง” จงขอบคุณเจ้าของสวนที่กรุณาต่อชีวิตของเรา
     2. ไม่หมดความหวัง แม้ว่าเวลาจะปาเข้าไปห้าโมงเย็นก็แล้ว แต่คนกลุ่มสุดท้ายก็ยังคงเดินออกมาที่ตลาด เพื่อดูว่าจะมีใครจ้างเขาหรือไม่ อีกเพียงชั่วโมงเดียวก็จะหมดเวลาการทำงานแล้ว หัวใจของเขาไม่เคยหมดหวัง ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเวลาในวันนั้น มันก็มากพอที่จะให้พระเจ้าพอพระทัยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเรา ความหวังทำให้เราได้รับรางวัล
     – คนที่ำงานอย่างไม่เคยหมดหวัง สู้จนถึงที่สุด เขาจะพบการอวยพรจากพระเจ้า พระเจ้าไม่พอพระทัยใจที่หดหู่ กล่าวโทษตัวเองหรือสถานการณ์รอบข้าง ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวแปรที่ทำให้เราไม่สามารถประสบความสำเร็จในการทำงาน ของเรา ความหวังสร้างสิ่งดีในตัวเราขึ้น ความหวังเป็นจุดเชื่อมโยงของความรักและความเชื่อเข้าด้วยกัน ความหวังเป็นดั่งสะพานที่ทำให้ความเชื่อของเรานั้นสมบูรณ์ ไม่ว่าความหวังของเราจะเป็นหน้าที่การงานของเรา ความหวังใจในการเปลี่ยนแปลงของคน
     3. ฉวยโอกาสเมื่อมีโอกาสเข้ามา อย่าดูหมิ่นโอกาสที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้น คนงานนั้นไม่ได้ปฏิเสธการจ้างงานของเจ้าของสวน เขาอาจจะเดาว่าเขาคงได้รับเงินน้อยกว่า1เดนาริอัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็รับมันไว้เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่มี คนที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ หรือเจริญได้ช้าโดยส่วนใหญ่จะเป็นคนเลือกงานและปฎิเสธโอกาสที่เข้ามาแทนที่ จะเลือกความจำเป็นของตัวเอง บางคนยินดีที่จะทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้เงินทองมาอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่เลือกงานที่สุจริตทำ บางครั้งงานเราจำเป็นต้อทำอย่างเลือกไม่ได้ก็มักจะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่งาน ที่ยิ่งใหญ่เสมอ คนที่ไม่เลือกงานพระเจ้าจะมอบเส้นทางสู่สิ่งที่เขาใฝ่ฝันนั้น เป็นบทดสอบที่พระเจ้าให้กับลูกของพระองค์ทุกคน อย่าเพียงคิดว่าการงานที่เราจำเป็นต้องทำนั้นดูต่ำต้อยไม่สมกับปริญญาบัตร ที่ได้มา แต่จงคำนึงถึงสิ่งที่จำเป็นในชีวิตก่อน และจงถวายพระเกียรติด้วยการงานนั้น ไม่มีการงานใดๆในโลกนี้ที่พระเจ้าจะอวยพรไม่ได้ เราเห็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนผ่านชีวิตของโยเซฟ ที่ชีิวิตวัยเด็กของเขา เขาไม่มีโอกาสที่จะเลือกสถานะของตัวเองได้มากนัก ทั้งต้องไปเป็นทาส ติดคุก เขาเลือกทีจะทำสิ่งที่เขาจำใจนั้นด้วยสุดกำลังของเขาและถวายเกียรติพระเจ้า เวลาผ่านไป 20 ปี พระเจ้าได้ทรงจ่ายค่าแรงให้กับเขาอย่างมหาศาลในความสัตย์ซื่อของเขา ด้วยตำแหน่ง เกียรติและเงินทองแบบล้นฟ้า หัวใจของโยเซฟไม่เคยหมดหวัง ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ พระเจ้าไม่เคยลืมสิ่งที่เขาทำเลย
สรุป
  • พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของมนุษย์มากกว่าการที่เขาได้กระทำ
  • ความตั้งใจและไม่ย่อท้อของเรานั้นนำมาซึ่งการอวยพรที่ยั่งยืนจากพระเจ้า พระเจ้าอวยพรผู้ที่หวังใจในพระองค์เสมอ
  • พระ เจ้าปรารถนาให้เรารู้จักพระทัยของพระองค์ เรียนรู้จักพระองค์ผ่านทางความสัมพันธ์ และการอวยพรของพระเจ้าจะมาถึงผู้ที่ตีสนิท และติดสนิทกับพระองค์
  • การงานของมนุษย์จำเป็นสำหรับโลกนี้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าเป็นรางวัลสำหรับโลกหน้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s